แนะนำการตั้งค่ากล้องวีดีโอสำหรับรับถ่ายวีดีโอในสถานการณ์ต่างๆ

ในการรับถ่ายวีดีโอทั่วๆไป เราอาจจะตั้งค่าต่างๆของกล้องถ่ายวีดีโอเป็นแบบ auto เพื่อความสะดวกสบายในการทำงาน แต่ในบางสถานการณ์ เช่น การถ่ายวีดีโอในที่มีแสงสว่างน้อย หรือที่กลางแจ้งที่มีแสงสว่างมากเกินไป การตั้งค่าเป็นแบบ manual จะช่วยทำให้เราได้ภาพที่ออกมามีคุณภาพที่ดีขึ้น ในสมัยนี้กล้องถ่ายวีดีโอแทบจะทุกยี่ห้อ สามารถปรับฟังก์ชั่นการทำงานให้เป็นแบบ manual ได้ เช่น โฟกัส (Focus), รูรับแสง (Exposure), ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter speed) และอุณหภูมิของภาพ (White balance) โดยบางรุ่นอาจจะสามารถปรับค่าได้เพียงบางค่าเท่านั้นครับ วิธีตั้งค่าต่างๆในการรับถ่ายวีดีโอในสถาการณ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่ประสบการณ์ของช่างถ่ายวีดีโอแต่ละคน วันนี้ผมจะมาแนะนำพื้นฐานว่า ในสถาการณ์นั้นๆควรจะต้องค่าอะไรบ้าง เพื่อให้ได้วีดีโอที่มีคุณภาพตามที่เราต้องการครับ

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนครับ ว่าการตั้งค่าพื้นฐานต่างๆของกล้องถ่ายวีดีโอมีอะไรบ้าง

1. Auto Mode กล้องถ่ายวีดีโอตั้งค่าให้เราทุกอย่างครับ เราไม่ต้องไปปรับอะไรมันเลย ไล่ตั้งแต่โฟกัส, รูรับแสง, ความเร็วชัตเตอร์ และอุณหภูมิของแสง กล้องถ่ายวีดีโอรุ่นโปรบางรุ่นจะมีการปรับค่า Gain ให้ด้วย ซึ่งก็คือการปรับความสว่างในภาพครับ กล้องวีดีโอทั่วๆไปที่เป็นแบบ Handy Camcorder ส่วนมากจะไม่สามารถปรับค่าความเร็วชัตเตอร์และค่า Gain ได้ครับ

ประโยชน์ของการถ่ายวีดีโอในโหมด Auto Mode คือ มีความสะดวกสบายในการถ่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับกล้องถ่ายวีดีโอ แต่ข้อเสีย คือ เราไม่สามารถปรับภาพให้ตรงตามความต้องการได้ เช่น เราอาจจะต้องการเล่นหน้าชัด หลังเบลอ (Depth of field) ถ้าเราไม่ปรับค่ารูรับแสงให้กว้างๆ ก็ไม่สามารถทำได้

2. Manual Mode การตั้งค่ากล้องถ่ายวีดีโอด้วยตัวเราเอง สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพของงานให้ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆที่สำคัญที่มีผลต่อคุณภาพงานรับถ่ายวีดีโอของเรา เช่น สเปกของกล้องถ่ายวีดีโอ, จำนวน CCD, ขนาดของ CCD และอื่นๆ เรามาดูกันครับว่าในโหมดนี้สามารถปรับแต่งค่าอะไรได้บ้างครับ

- Progressive (P) or Interlace (I) video mode

เป็นฟังก์ชั่นที่สามารถเลือกได้เฉพาะกล้องถ่ายวีดีโอรุ่น Professional เท่านั้น การสแกนภาพทางหน้าจอจะมี 2 แบบ คือ Progressive กับ Interlace จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แบบ Interlace เป็นการสแกนภาพแบบสลับเส้นกัน  เช่น โทรทัศน์แบบ HD ความละเอียด 1080 เส้นในแนวนอน โทรทัศน์ก็จะสแกนเส้นเลขคี่ก่อน คือ 1,3,5,7,… จนถึงเส้นสุดท้าย คือ เส้นที่ 1079 รวมเป็น Field 1 เสร็จแล้วค่อยกลับมาสแกนเส้นเลขคู่ต่อ คือ 2,4,6,8,… จนถึงเส้น1080 กลายเป็น Filed 2 จากนั้นก็เอาทั้ง 2 Filed มารวมกันกลายเป็น 1 เฟรมครับ ฟังแล้วอาจงง ไปดูจากในรูปข้างบนดีกว่าครับ

แบบ Progressive เป็นการสแกนภาพเริ่มตั้งแต่เส้นที่ 1 ไปจนถึงเส้นสุดท้ายเลยครับ ทีเดียวจบกันเลยครับ

ข้อดีของแบบ Progressive คือ ภาพจะมีความคมชัดมากครับ แต่จะกิน Bandwidth ในการส่งข้อมูลมากครับ ส่วนข้อดีของแบบ Interlace คือ กิน Bandwidth ในการส่งข้อมูลน้อยกว่าครับ แต่ภาพที่ได้อาจจะเกิดรอยหยัก โดยเฉพาะภาพที่มีการเคลื่อนไหวครับ เพราะมีการส่งสัญญาณแบบสลับฟันปลานั่นเอง

- Shutter speed

มันคือ ความเร็วชัตเตอร์นั่นเอง ยิ่งเราปรับให้ความเร็วชัตเตอร์น้อยเท่าไร ( 1/ค่ามากๆ) จะทำให้แสงผ่านเข้ามามากขึ้น จะทำให้ภาพเคลื่อนไหวเกิด motion blur มากขึ้น

- White Balance

อุณหภูมิของภาพมีผลต่ออารมณ์ของภาพในขณะนั้น เช่น รับถ่ายวีดีโองานแต่งงาน ควรจะให้แสงมีอุณหภูมิประมาณ 3200 K ให้มันออกเหลืองนิดๆ มันจะทำให้ภาพดูอบอุ่น ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับช่างถ่ายวีดีโอแต่ละคนที่จะเลือกปรับหรือเปล่า วิธีการตั้งค่า white balance แบบ manual ก็เพียงเลือกไปที่โหมดตามรูป แล้วเลือกถ่ายไปที่วัตถุที่มีสีขาวทั้งหมดและกดตั้งค่า

- Exposure

การรับถ่ายวีดีโอโดยการปรับรูรับแสง จะส่งผลกับเราใน 2 ด้าน คือ มีแสงสว่างมากขึ้นและเกิด depth of field ในกรณีที่เราต้องการภาพชัดตื้น คือ หน้าชัด หลังเบลอ เราต้องปรับรูรับแสงให้มีขนาดกว้างๆ ถ้าในขณะนั้นเป็นตอนกลางวันซึ่งมีแสงสว่างมากอยู่แล้ว เราอาจจะต้องใช้ ND Filter ช่วยในการลดแสง เพราะถ้าเราไม่ใช้ แสงจะมากเกินไปจนรายละเอียดของภาพจะหายไป

- Image Stabilization

ค่านี้เราควรจะเปิดไว้ตลอดครับ มันคือ ตัวช่วยลดการสั่นไหวในขณะถ่ายวีดีโอครับ ฟังก์ชั่นนี้จำเป็นมากครับในการถ่ายวีดีโอโดยใช้การซูม เพราะว่าเรายิ่งซูม จะทำให้ภาพมีโอกาสสั่นไหวมากขึ้นครับ

- Focus

ใช้ในสถานการณ์ที่เราถ่ายวีดีโอในตำแหน่งและมุมที่มีของ 2 สิ่งใกล้กันครับ ทำให้การใช้ auto focus อาจจะหลุดไปจับวัตถุที่อยู่ในทิศทางเดียวกันได้ครับ หรือใช้ manual focus ในการทำลูกเล่นแบบ shift focus ครับ

การตั้งค่ากล้องวีดีโอสำหรับรับถ่ายวีดีโอในสถานการณ์ต่างๆ

1. ถ่ายวีดีโอในที่แสงน้อย หรือถ่ายวีดีโอตอนกลางคืน

- เป็นการถ่ายวีดีโอที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ช่วยในการปรับค่าต่างๆ

- ปรับค่า auto gain ให้เป็น on + ปรับรูรับแสงให้กว้างที่สุด + เลี่ยงใช้การซูมให้เดินเข้าไปถ่ายแทนถ้าทำได้ + ปรับโฟกัสให้เป็นแบบ manual + ปรับ shutter speed ให้เหลือค่าประมาณ 1/30 หรือ 1/60 แล้วแต่สถานการณ์

- ถ้ามันมืดมากจนแทบจะไม่มีแสง เช่น ในถ้ำ อาจจะใช้โหมด night shot ช่วย จะได้ภาพที่มีออกมาเป็นโทนเขียว

2. ถ่ายวีดีโอกลางแจ้ง หรือในห้องที่มีแสงสว่างมากเกินไป

- แสงสว่างมากเกินไปจะทำให้รายละเอียดหรือสีของภาพหายไป

- ปรับรูรับแสงให้แคบ + เพิ่มความเร็วชัตเตอร์ให้สูงขึ้น

- อาจจะใช้ฟิลเตอร์ช่วยในการลดแสง เช่น ND filter

3. ถ่ายวีดีโอการแข่งขันต่างๆที่มีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว

- สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปรับค่า shutter speed ให้เร็วขึ้น เพื่อที่ภาพจะได้มีความคมชัด ไม่เกิดเป็น motion blur

- ข้อควรระวัง คือ การหลุดโฟกัส ต้องลองสังเกตให้ดีๆครับ รูรับแสงอาจจะเปิดให้กว้างหน่อยครับ เพราะเราใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่เร็วกว่าปกติแล้วครับ ไม่งั้นแสงอาจจะไม่พอได้ครับ

4. ถ่ายวีดีโอในสถานการณ์ที่มีหลากหลาย

- อันนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ครับ ถ้าตั้งเป็นแบบ auto ไปเลยมันก็จะดีอย่างครับ เราจะได้ไม่ต้องมาพะวงในการปรับค่างๆ เน้น composition ได้เต็มที่ครับ ถ้าตั้งค่าเป็นแบบ manual อาจจะได้ภาพที่ดีขึ้น แต่อาจจะต้องปวดหัวในการปรับค่าต่างๆตลอดเวลาครับ

การตั้งค่าต่างของกล้องวีดีโอในการรับถ่ายวีดีโอสถานการณ์ต่างๆ มีหลักพื้นฐานทั่วๆไป คือ ถ้าแสงน้อยก็เปิดรูรับแสงกว้างและลดความเร็วชัตเตอร์ ส่วนแสงมากก็ให้ปรับรูรับแสงให้แคบลงและเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการถ่ายวีดีโอของเรา ในแต่ละสถานการณ์อาจจะปรับใช้ไม่เหมือนกัน ถ้าพี่ๆเพื่อนๆสนใจด้านการถ่ายวีดีโอ ตัดต่อวีดีโอ ทำ presentation ด้วย Proshow หรือ After Effect สามารถไปแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับที่ ทำ presentation ง่ายๆ สไตล์ ยิ้ม ยิ้ม ขอบคุณครับ

You may also like...