ประวัติ Smile Pro Video


บางครั้งคนเรากว่าที่จะค้นพบว่าตัวเองชอบทำอะไร มันอาจต้องใช้เวลายาวนาน แต่ก็มีบางคนที่ทั้งชีวิต ยังค้นหาตัวเองไม่เจอเลยว่าชอบอะไร ได้แต่ทำงานไปวันๆเหมือนตุ๊กตาไขลาน เมื่อลานหมดก็หยุดเดินเปรียบได้กับเวลาเลิกงาน แต่เมื่อเราค้นพบตัวเองแล้ว สิ่งที่เราทำมันคือสิ่งที่เรารัก การทำงานทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากใจ ถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลานานขนาดไหนในการค้นหาตัวเอง แต่มันก็คุ้มค่ากับการรอคอยจริงๆ

ประวัติการศึกษา

- จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU.56, E.52)

- ระหว่างเรียนทำกิจกรรมอยู่ชมรมค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แผนกพัสดุ

- จบปริญญาโทจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี SIT Weekend 8)

ประวัติการทำงาน

- ทำงานอยู่ที่แผนก IT โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน เริ่มจับกล้องวีดีโอครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อเจ้านายได้ใช้ให้เราไปซื้อกล้องวีดีโอ เราก็ไปซื้อให้ เพราะคิดว่าคงใช้ให้ไปซื้อเฉยๆ พอซื้อเสร็จเอามาให้ปรากฏว่าเค้าบอกให้ถ่ายและตัดต่อด้วย ตอนนั้นเอ๋อเลย เพราะไม่เคยเรียนและศึกษาทางด้านนี้มาก่อนเลย คิดอย่างเดียวว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ (ไม่งั้นอาจตกงานได้)

- ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เริ่มศึกษาด้านวีดีโออย่างจริงจังจากการอ่านหนังสือ นิตยสาร ความรู้ต่างๆจากอินเตอร์เนต ศึกษาเทคนิคการถ่ายวีดีโอจาก Tutorial ต่างๆของเมืองนอก ฝึกการใช้โปรแกรมต่างๆที่จำเป็น เช่น Photoshop, Premiere, After Effect, Illustrator, Vegas, Encore, Particle Illusion

YouTube Preview Image

- ได้ไปลงเรียนอบรมทางด้านการถ่ายวีดีโอจากเครือเนชั่น ศึกษาการทำหนังสั้นจากพี่เมษ ยิ้มสมบูรณ์ ในระหว่างนั้นได้สะสมประสบการณ์ด้านการถ่ายวีดีโอจากกิจกรรมต่างๆของที่ทำงาน เช่น การประกวดร้องเพลง กิจกรรมการแสดง การแข่งขันกีฬา การประกวดวงโยธวาทิต งานเลี้ยงสังสรรค์ และเมื่อต้นปี 2554 ได้รับโอกาสไปถ่ายวีดีโอ International Band Festival ที่ประเทศไต้หวัน เป็นเทศกาลดนตรีของเมืองเจียอี้ มีผู้เข้ร่วมงานจากหลากหลายประเทศ มีการเดิน Marching ไปตามถนนต่างๆในเมือง การแสดงวงโยธวาทิตของประเทศต่างๆในสนามกีฬา

- เริ่มหลงรักงานถ่ายวีดีโอเข้าแล้ว เลยได้ลงทุนซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล้องถ่ายวีดีโอ Canon XL2, Steadicam และอุปกรณ์อื่น เพื่อให้ได้ทำงานที่ตัวเองรัก ทำให้มีประสบการณ์ด้านการถ่ายวีดีโอเพิ่มเติมจากงานอดิเรก เช่น งานแต่งงาน งานหมั้น งานบรรยาย งานเลี้ยงสังสรรค์ งานบวช งานศพ การทำ Presentation ต้องขอขอบคุณพี่ๆน้องๆทุกท่านที่ให้โอกาสผมได้ทำงานที่ผมรัก และแถมได้เงินใช้ด้วย อิอิ ^–^

เนื่องจากผมเป็นครูคนหนึ่ง ผมขอฝากบทความดีๆสำหรับเพื่อนครูทุกๆท่านครับ

ครูสมพรคนสอนลิง “ให้ความรัก ก่อนให้ความรู้

เทคนิคการสอนของครูสมพร เริ่มต้นด้วยความรัก  โดย ครูจะทำให้ดูก่อน แล้วรอจนศิษย์ลิงสนใจอยากเข้ามาทำตาม ถ้าลิงไม่พร้อมที่จะเรียนครูก็จะอดทนและตั้งใจสอนไป จนกว่าลิงยินดีที่จะเรียนด้วย  การสอนจะเป็นการฝึกให้ผู้เรียนปฏิบัติเอง โดยการทำซ้ำๆ จนเกิดความรู้ความชำนาญ  และสอนจากง่ายไปหายาก เช่น เดือนที่ 1 ฝึกการใช้มือ เดือนต่อไป ฝึกใช้เท้า เดือนที่ 3 ฝึกท่ายืน ท่ากระโดด เดือนที่ 4 ไต่ราว ฯลฯ วิธีการสอนของครูสมพรจะใช้วิธีสอนแบบตัวต่อตัว คือฝึกลิงทีละตัวด้วยความอดทน ให้พัฒนาการอย่างมีขั้นตอนตามความสามารถรายตัว (บุคคล) และใกล้ชิดจนรู้จักศิษย์ลิงแต่ละตัวเป็นอย่างดี  ครูสมพรทำตัวเป็นเพื่อนกับศิษย์ โดยกล่าวว่า “ครู ที่ดีต้องไม่ถือว่าตัวเองเป็นครู เพราะถ้าครูคิดว่าตัวเองเป็นครู จะทำให้มีอคติ มีอัตตา คิดว่าข้าแน่ ข้าเก่ง…การคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่คับแคบและเป็นอุปสรรคต่อการเรียน การสอน เพราะครูจะเชื่อว่าความรู้ของตนเองถูกต้องเสมอ” (หน้า 89) และสุดท้าย คือการเรียนอย่างมีความสุข โดยไม่ใช้เวลาสอนนานจนศิษย์ลิงเบื่อและไม่อยากเรียน  แต่ศิษย์ลิงของครูสมพร ได้เรียนรู้จากการเล่น และเรียนอย่างมีความสุข

“การ ฝึกผู้ไม่รู้ให้รู้ ไม่จำเป็นต้องลงโทษเฆี่ยนตี ต้องสอนแบบไม่บังคับ ไม่เฆี่ยนตี เพราะการเฆี่ยนตีคือโทสะ เหมือนการทำให้น้ำขุ่นจะไม่เห็นตัวปลา จิตไม่สงบก็ไม่เกิดปัญญา…ครูสามารถฝึกลิงได้ด้วยความรักและเมตตา”

“ครู ที่เป็นครูต้องสอนศิษย์ได้ทุกคน จะเลือกรับเฉพาะคนฉลาดเท่านั้นไม่ได้ เพราะถ้าคัดเลือกโดยสอบเข้า เท่ากับปฏิเสธคนอีกจำนวนมากไม่ให้มีโอกาสเรียน แปลว่าสังคมมีการแบ่งแยกและทอดทิ้งคนที่สอบไม่ได้ แล้วเด็กที่สอบคัดเลือกเข้าที่ไหนไม่ได้หรือเด็กที่โง่นั้นจะเอาไปไว้ที่ไหน ใครจะรับผิดชอบคนเหล่านั้น”