วางแผนจัดงานแต่งงาน ช่วงงานเลี้ยงเย็นด้วยตัวเองแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งออแกไนเซอร์

Smile Pro Video สวัสดีครับ หายหน้าหายตากันไปนานเลยครับ หลังจากที่ผมเพิ่งแต่งงานไปทำให้มีภารกิจเพิ่มขึ้นหลายอย่าง เอ๊ะ….. เพื่อนๆอย่าคิดลึกครับ เป็นธรรมดาครับชีวิตคนโสดกับชีวิตคู่มันแตกต่างๆกัน เวลาที่เคยมีเต็มร้อยก็จะเหลืออยู่แค่ 50 เพราะต้องแบ่งเวลาที่เหลือไปเพื่อดูแลอีกคน ฮิ้วๆๆ วันนี้ผมจะมาแนะนำเพื่อนๆที่เริ่มวางแผนแต่งงานด้วยงบประมาณที่จำกัดแบบผม ในตอนที่แล้วผมได้แนะนำถึงพิธีแต่งงานแบบไทยอย่างเรียบง่ายเอาไว้แล้ว มาในตอนนี้ผมจะแนะนำถึงวิธีการวางแผนจัดงานแต่งงาน ช่วงงานเลี้ยงเย็นด้วยตัวเองแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งออแกไนเซอร์ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง จะต้องเกณฑ์เพื่อนๆของเรามาช่วยในส่วนไหนดี ส่วนไหนที่เราควรจะใส่ใจเป็นพิเศษ คู่บ่าวสาวต้องเตรียมตัวอย่างไรในวันงานช่วงงานเลี้ยงเย็น ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากประสบการณ์ที่ผมเพิ่งแต่งงานมาและจากการที่ผมเป็นช่างถ่ายวีดีโอ ทำให้ได้ผ่านงานแต่งงานต่างๆมามากมาย ผมจะมาสรุปให้เพื่อนๆที่เริ่มต้นวางแผนแต่งงานได้นำไปใช้ประโยชน์ครับ

เริ่มต้นวางแผนด้วย การจัดหาสถานที่จัดงานแต่งงาน เพราะว่าสถานที่ชื่อดังทั้งหลายจะมีคิวจองล่วงหน้ากันหลายเดือน ให้คู่บ่าวสาวปรึกษากันว่าชอบสถานที่รูปแบบไหน เช่น indoor, outdoor, โรงแรม, เรือนไทย, หอประชุม … ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของเราที่มีอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าโรงแรมหรูย่อมแพงกว่าหอประชุม สิ่งที่ผมอยากแนะนำในเรื่องสถานที่ คือ ถ้าเป็นไปได้ควรจะหาสถานที่ที่ใกล้กับที่บ้านของเราหรือใกล้กับที่ทำงาน เพราะจะทำให้ญาติพี่น้อง แขก และเพื่อนๆสะดวกในการเดินทางมาร่วมงาน ส่งผลให้แขกจะมากันไม่สายมากทำให้พิธีการต่างๆจัดได้ตามกำหนดการที่เราวางไว้ สถานที่แต่งงานบางแห่งไม่มีแผนที่ให้ เราจะต้องทำแผนที่โดยแนบไปกับการ์ดแต่งงานด้วยครับ เพื่อแขกที่มาร่วมงานจะได้ไม่หลงทาง

YouTube Preview Image

 

เมื่อเราได้สถานที่แล้วรสชาติอาหารเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในลำดับถัดไป แขกที่มางานจะประทับใจหรือไม่ขึ้นกับชนิดและรสชาติของอาหารเป็นหลัก ปกติสถานที่จัดงานจะมีร้านอาหารแนะนำ เราต้องขอนัดคิวเพื่อเข้าไปชิมว่ารสชาติอาหารเป็นอย่างไร สมัยก่อนการชิมอาหารจะไม่ต้องเสียเงินในการชิม แต่สมัยนี้การชิมอาหารต้องเสียค่าใช้จ่ายตามราคาจริงของโต๊ะ รูปแบบการจัดเลี้ยงอาหารจะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบโต๊ะจีนและแบบค็อกเทล (บุฟเฟ่ต์) ทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ข้อดีของแบบโต๊ะจีน คือ การคำนวณอาหารให้พอดีกับแขกง่ายกว่า แต่ข้อเสีย คือ ความยุ่งยากในการเชิญแขกเข้ามานั่งในแต่ละโต๊ะ ถ้าบริหารจัดการไม่ดีโต๊ะก็จะไม่เต็ม เกิดเป็นฟันหลอ ทำให้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องโต๊ะเพิ่มขึ้น ส่วนแบบค็อกเทล ข้อดี คือ ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องการจัดคนเข้าไปนั่งในโต๊ะ แต่ข้อเสีย คือ คำนวณปริมาณอาหารให้พอกับจำนวนแขกค่อนข้างยาก เพราะค่าใช้จ่ายของค็อกเทลเค้าคิดเป็นรายหัว

YouTube Preview Image

การ์ดแต่งงาน เราอาจจะสั่งทำการ์ดสำเร็จรูปจากทางร้าน โดยส่งข้อความต่างๆที่ต้องการไปให้ ราคาพร้อมซองตกแผ่นละประมาณ 10-15 บาท โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบของการ์ด ส่วนผมอยากทำการ์ดแต่งงานด้วยตัวเองเป็นรูปแบบภาพถ่ายทั่วๆไป ผมใช้โปรแกรม Photoshop ตั้งขนาดของหน้ากระดาษเป็น 5×7 นิ้ว แล้วหาคลิปอาร์ตสวยๆมาตกแต่งตามความชอบใจ ค่าใช้จ่ายล้างรูปขนาด 5×7 รวมกับค่าซองตกแผ่นละประมาณ 4 บาท สำหรับเพื่อนสนิทที่บางคนที่ผมไม่ได้ไปแจกการ์ด ผมใช้วิธีทำวีดีโอเชิญงานแต่งงานแล้วอัพโหลดขึ้น Youtube แล้วส่งไปให้เพื่อนๆแทนครับ

YouTube Preview Image

ของชำร่วย ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่เราเตรียมไว้ ของชำร่วยส่วนมากจะมีราคาตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป สถานที่ในการหาของชำร่วยส่วนมากแล้วจะไปหากันที่พาหุรัด สวนจตุจักร สำเพ็ง ผมอยากได้ของชำร่วยที่แขกสามารถนำไปใช้ได้ ไม่ใช่เอาไปเก็บไว้อย่างเดียว ผมจึงเลือกกระเป๋าถือมีซิป แล้วนำมาตกแต่ง packaging อีกนิด เท่านี้เราก็ได้ของชำร่วยที่ดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาแล้วครับ ^ ^

ชุดแต่งงาน การตกแต่งสถานที่จัดงาน ดอกไม้ประดับประดา Backdrop ที่ใช้ในการถ่ายรูป ผมแนะนำว่าให้ลองสอบถามกับทางญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆก่อนว่า มีใครที่ทำธุรกิจนี้อยู่หรือเปล่า เพราะการให้คนรู้จักกันรับผิดชอบงานย่อมสบายใจกว่าคนที่ไม่รู้จักกัน แถมยังเป็นการช่วยเหลือธุรกิจของญาติๆไปในตัว สำหรับผมงานนี้ไม่มีญาติหรือเพื่อนที่ทำธุรกิจทางด้านนี้อยู่เลยครับ เลยโอนภาระทั้งหมดนี้ไปให้กับสตูดิโอที่ได้เช่าชุดแต่งงาน เพราะได้ซื้อ Package ที่เหมารวมทั้งชุดแต่งงาน การตกแต่งสถานที่ ดอกไม้ประดับประดา Backdrop ส่วนวิธีการเลือกสตูดิโอแบบง่ายๆ คือ ลองถามเพื่อนๆที่แต่งงานมาแล้วว่าสตูดิโอที่เคยใช้บริการเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ หรือพยายามหาอ่านรีวิวจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับงานแต่งงาน สมัยนี้สตูดิโอมีให้เลือกมากมาย แต่ละเจ้าพยายามส่งเสริมการขายด้วยการลด แลก แจก แถมสิ่งต่างๆมากมาย เราลองเอามาเปรียบเทียบดูก่อนตัดสินใจครับ

ช่างถ่ายรูปและช่างถ่ายวีดีโอ สามารถหาช่างได้จาก google หรือจากเว็บไซต์ wedding ต่างๆ โดยพิจารณาจากผลงานการถ่าย, รายละเอียดการให้บริการ เช่น เริ่มถ่ายตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง จำนวนช่างที่มาถ่าย, รีวิวจากญาติๆหรือเพื่อนๆที่เคยใช้บริการ อัตราค่าบริการ โดยทั่วๆไปเค้าจะคิดเป็นคิว 1 คิว คือ ประมาณครึ่งวัน ช่างถ่ายรูป 1 ท่านจะมีอัตราค่าบริการ 1 คิว ตั้งแต่ 3,500 บาทขึ้นไป ส่วนช่างถ่ายวีดีโอ1 ท่านจะมีอัตราค่าบริการ 1 คิว ตั้งแต่ 4,000 บาทขึ้นไป

YouTube Preview Image

ผมขอสรุปสิ่งที่เราต้องเตรียมตัวก่อนวันงานให้ฟังอีกรอบครับ

1) สถานที่จัดงานแต่งงาน

- indoor หรือ outdoor

- โรงแรม เรือนไทย หอประชุม บ้านญาติ ….

2) อาหารเลี้ยงแขก

- โต๊ะจีน หรือ ค็อกเทล (บุฟเฟ่ต์)

- ควรพาญาติๆหรือเพื่อนไปลองชิมอาหารด้วยตัวเอง เพราะลิ้นแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

3) การ์ดแต่งงาน

- สั่งทำที่ร้าน โดยส่งข้อความที่ต้องการไปให้และเลือกรูปแบบของการ์ดที่ต้องการ

- ทำการ์ดด้วยตัวเองในรูปแบบภาพถ่ายขนาด 5×7 โดยใช้โปรแกรม Photoshop หรืออาจจะใช้โปรแกรมกราฟฟิกอื่นๆได้

- สำหรับเพื่อนหรือญาติที่สนิทกันที่เราไม่สามารถไปแจกการ์ดได้ด้วยตัวเอง อาจจะทำเป็นวีดีโอเชิญงานแต่งงานแล้วอัพดหลดขึ้น Youtube ส่งไปให้ดู

4) ของชำร่วย

- สามารถไปเดินหาซื้อได้ที่พาหุรัด จตุจักร สำเพ็ง โดยเราตั้งงบประมาณเอาไว้ในใจก่อนไปซื้อ

- แก้วเป็นของชำร่วยที่คู่บ่าวสาวนิยมให้มาก เพราะดูสวยงามและมีราคาที่ไม่สูงเกินไป ส่วนผมขอแนะนำเป็นกระเป๋าถือสำหรับผู้หญิงครับ เพราะใช้ประโยชน์ได้จริงและสาวๆชอบครับ มีแต่คนอยากได้ อิอิ….

5) ชุดแต่งงาน ดอกไม้และการตกแต่งสถานที่

- ลองสอบถามกับญาติๆหรือเพื่อนก่อนว่ามีใครทำธุรกิจสตูดิโออยู่หรือเปล่า

- อ่านรีวิวเกี่ยวกับสตูดิโอต่างๆเพื่อประกอบการตัดสินใจ

6) ช่างถ่ายรูปและช่างถ่ายวีดีโอ

- ค้นหาช่างจากเว็บไซต์แต่งงานทั่วๆไปหรือค้นหาจาก google

- สอบถามบริการจากเพื่อนที่เพิ่งแต่งงานไป ให้เพื่อนช่วยแนะนำ

- สอบถามรายละเอียดของบริการ เช่น มีช่างจำนวนกี่คน ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ระยะเวลาในการส่งงาน ขอดูตัวอย่างผลงานที่ได้เคยไปถ่ายมา

- เราจะจ้างช่างถ่ายรูปหรือช่างถ่ายวีดีโอในงานเช้าหรืองานเลี้ยงเย็น ปกติแล้วงานในช่วงเช้าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา เช่น แห่ขบวนขันหมาก ยกน้ำชา รดน้ำสังข์ ส่วนงานในช่วงเย็นจะเป็นแขกที่มาจากที่ทำงานและเพื่อนเก่าๆเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเรามีงบประมาณก็อาจจะจ้างทั้งสองช่วง แต่ถ้าเรามีงบประมาณที่จำกัด ในช่วงเช้าเราอาจจะให้เพื่อนๆของเราช่วยถ่ายให้ เพราะงานเลี้ยงในช่วงเย็นจะต้องใช้ฝีมือในการถ่ายมากกว่า เพราะมีแขกมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ต่อมาผมจะพูดถึงการวางแผนจัดแต่งงานในวันพิธีการ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. คู่บ่าวสาวควรเริ่มแต่งหน้าทำผมตั้งแต่ประมาณบ่าย 2 โมง เพราะปกติจะใช้เวลาในการแต่งหน้าทำผมประมาณ 1-2 ชั่วโมง โดยที่เจ้าบ่าวอาจจะสบายหน่อยเพราะไม่ต้องทำอะไรมาก ในช่วงนี้เราอาจจะขอให้ช่างถ่ายรูปหรือช่างถ่ายวีดีโอมาบันทึกภาพแห่งความประทับใจนี้เก็บบเอาไว้

2. หลังจากแต่งหน้าเสร็จประมาณ 4 โมงเย็น คู่บ่าวสาวควรจะลงมาเช็คความเรียบร้อยของสถานที่จัดงาน ตั้งแต่ backdrop ถ่ายรูป, การจัดดอกไม้และ props ต่างๆ, การจัดโต๊ะอาหาร, โต๊ะลงทะเบียนแจกของชำร่วย, ทดสอบแผ่น Presentation ที่จะเปิดในงาน ทั้งหมดนี้เราอาจจะให้เพื่อนสนิทหรือญาติรับผิดชอบตรงส่วนนี้ไป

3. คู่บ่าวสาวมาทำการซักซ้อมพิธีการต่างๆบนเวที เช่น การเดินขึ้นบนเวทีต้องเดินอย่างช้าๆเพื่อให้ช่างถ่ายวีดีโอและช่างภาพได้มีโอกาสในการเก็บภาพมากขึ้น, การยืนตำแหน่งบนเวทีขณะให้สัมภาษณ์, การตัดเค้กมงคล เจ้าบ่าวจะอยู่ทางด้านขวามือ วิธีการถือมีดตัดเค้ก, ตำแหน่งในการยืนถ่ายรูป โดยอาจจะทำการซักซ้อมกับพิธีกรในเรื่องของคำถามต่างๆ

4. จัดเตรียมเพื่อนๆหรือญาติประมาณ 4 คนในการทำหน้าที่เชิญแขกเข้าไปนั่งในโต๊ะ (สำหรับการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน) โดยแบ่งเป็นฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวอย่างละ 2 คน เพื่อที่จะได้รู้ว่าเป็นญาติของฝ่ายไหน คู่บ่าวสาวจะต้องทำการวางแผนตำแหน่งในการนั่งมาก่อน โดยอาจทำเป็นตารางและเตรียมให้กับทั้ง 4 คนนี้ และใช้ป้ายชื่อวางไว้บนโต๊ะเพื่อที่จะได้รู้ว่าโต๊ะนี้สำหรับใคร

5. จัดเตรียมเพื่อนๆหรือญาติประมาณ 4 คนเพื่อต้อนรับแขกที่จุดลงทะเบียน ตำแหน่งนี้มีการใส่ซองลงไปในกล่อง การเขียนคำอวยพรลงสมุดประสาทพร และการแจกของชำร่วย ควรจะจัดเตรียมกล่องใส่ซอง สมุดลงทะเบียนอย่างละ 2 ชุด เราควรจะวางตำแหน่งของทั้งสามส่วนเรียงตามกัน คือ กล่องใส่ซองจะมี 2 กล่องวางไว้ด้านริมของโต๊ะ ถัดมาจะเป็นคนแจกของชำร่วย และก็ถัดมาเป็นสมุดเขียนคำอวยพร

6. จัดเตรียมเพื่อนๆหรือญาติประมาณ 2 คน เพื่อดูความเรียบร้อยในงาน เช่น จำนวนโต๊ะพอหรือไม่ (สำหรับโต๊ะจีน) อาหารมีเพียงพอหรือเปล่า (สำหรับค็อกเทล) คอยประสานงานกับคู่บ่าวสาวว่าให้เริ่มต้นออกอาหารตอนไหน ขึ้นเวทีตอนไหน ตรวจเช็คอาหารว่าครบตามที่กำหนดไว้หรือเปล่า คุณภาพอาหารเป็นอย่างไร เครื่องเสียงในงานได้ยินชัดเจนหรือไม่

7. คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่จะยืนต้อนรับแขกถึงประมาณ 19.30 น. จากนั้นก็จะค่อยเริ่มพิธีการบนเวที โดยเริ่มต้นจากการเปิด Presentation แนะนำคู่บ่าวสาว, คู่บ่าวสาวเดินเขามาในงาน อาจจะมีไฟ follow ช่วยส่อง บางคู่อาจจะมีการร้องเพลงเดินเข้ามาในงาน, ประธานขึ้นคล้องพวงมาลัยและกล่าวอวยพร, คู่บ่าวสาวบอกเล่าประวัติและเรื่องราวการคบหาดูใจกัน, พิธีตัดเค้กมงคลและมอบเค้กให้กับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่, พิธีโยนช่อดอกไม้ และสุดท้าย คือ คู่บ่าวสาวกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน

8. ต่อมาอาจจะเป็นการถ่ายรูปหมู่ตามโต๊ะของคู่บ่าวสาว ถ้ามีโต๊ะเป็นจำนวนมากเราอาจจะเลือกเฉพาะโต๊ะที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ในช่วงนี้แขกจะเริ่มทยอยกลับแล้ว ส่วนมากแล้วพ่อแม่ของคู่บ่าวสาวจะไปยืนส่งแขกที่หน้างาน หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่ตามโต๊ะเสร็จแล้ว คู่บ่าวสาวก็จะมายืนส่งแขกพร้อมทั้งถ่ายรูปหน้า backdrop เพิ่มเติม

เพื่อนๆคนไหนที่เริ่มวางแผนแต่งงาน ลองศึกษารายละเอียดต่างๆที่ผมได้แนะนำเอาไว้ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานของตัวเอง หลักสำคัญ คือ คู่บ่าวสาวจะต้องมีการเตรียมงานล่วงหน้า แบ่งหน้าที่ให้กับเพื่อนหรือญาติอย่างชัดเจน เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถจัดงานแต่งงานได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งออแกไนเซอร์ ผมหวังว่าบทความนี้คงจะเป้นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อย ไว้เจอกันในบทต่อไปครับ

You may also like...